Collaborative Marketing  เราไม่ต้องการแค่ Ad เราต้องการการพูดคุย 

Collaborative Marketing  เราไม่ต้องการแค่ Ad เราต้องการการพูดคุย 

Cr. http://chs.coronadousd.net/static/media

 เป็นที่ประจักษ์ว่า ในปัจจุบัน การตลาดแบบเดิมๆ ได้ถูกเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การตลาดรูปแบบใหม่ที่เพิ่มความใกล้ชิดระหว่างผู้ซื้อ กับ ผู้ขาย มากขึ้น หรือที่เรียกกันว่า “Collaborative Marketing” สืบเนื่องจากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงหลายประการ อาทิเช่น จากความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ตเทคโนโลยี
    ด้วยอิทธิพลของ Social Media ทำให้การตลาดในปัจจุบัน และอนาคต เพิ่มระดับความใกล้ชิด และความร่วมมือมากยิ่งๆ ขึ้นระหว่างผู้ขาย กับ ผู้ซื้อ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Social Media ทำให้ธุรกิจหนึ่งๆ ทำได้ทั้งการรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นของลูกค้า (Social Listening) และนำข้อมูลที่ได้จากการฟัง มาบริหารจัดการ (Social Management) แล้วสื่อสารได้อย่างตรงประเด็น สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในระดับที่ลึกมากกว่าการตลาดแบบเดิมๆ  และนำมาซึ่งการเพิ่มอัตราการเติบโตของยอดขาย 
    ในทางตรงกันข้าม หากธุรกิจใดที่มอง Social Media เป็นเพียงเครื่องมือการสื่อสารแบบ Mass Communication อาจจะเสียโอกาสในการแข่งขันให้กับธุรกิจที่มอง Social Media ในลักษณะ Collaborative Communication
    Brandon Evans, CEO บริษัท Crowdtap (www.crowdtap.com) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Collaborative Marketing ได้กล่าวได้ว่า ณ ปัจจุบันมีสัญญาน หรือ แนวโน้ม 5 ประการที่สะท้อนให้เห็นว่า การตลาดแบบเดิมๆ กำลังจะถูกเป็นการตลาด แบบ Collaborative Marketing และจะก่อให้เกิดการเปลียนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด...นักการตลาดคนไทยที่เริ่มต้นใช้ Collaborative Marketing ก่อน ก็จะได้เปรียบผู้ที่ยังชะล่า หลงใหลได้ปลื้มกับการตลาดแบบเดิมๆ  สำหรับแนวโน้มทั้ง 5 ประการ มีดังนี้ 

 

แนวโน้มที่ 1: ร่วมคิดร่วมพัฒนาสินค้า/บริการกับลูกค้า (Democratized product development)
    Business Model ใหม่ๆ ที่ผสมผสาน และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ มาช่วยในการสร้างสินค้าและบริการ และนำสินค้า/บริการเหล่านั้นสู่ตลาด จะช่วยให้ธุรกิจหนึ่งสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด...ดังนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ธุรกิจในปัจจุบันจะต้องตามให้ติดกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการทำความเข้าใจกับความต้องการ และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธุรกิจกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และ/หรือ พันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งจะทำให้เกิด Social Network Based Collaboration อื่นๆ ได้อีก นอกเหนือไปจาก Collaborative Marketing 


การหาแหล่งเงินทุนมาสนับสนุนการทำธุรกิจ
    ในช่วงหาเงินทุน ก็สามารถใช้ Crowd Funding Platforms เช่น Kickstarter (www.kickstarter.com) หรือ Indiegogo (www.indiegogo.com) ด้วย Platform เหล่านี้จะทำให้ใครก็ได้ ที่มีไอเดียทางธุรกิจสามารถหาเงินทุนเป็นหลักล้าน หรือ มากกว่าได้ มาลงทุนในธุรกิจ โดยอาจจะมีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย


แปลงไอเดียให้เป็นสินค้าและบริการ
    เว็บไซด์ Quirky (http://www.quirky.com)  ใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมโยงระหว่างคนที่มีไอเดีย กับ กลุ่มคน และชุมชนต่างๆ  เช่น นักคิดนักประดิษฐ์, นักออกแบบ, นักคิดนักวิเคราะห์ ที่จะช่วยนำไอเดียทางธุรกิจไปพัฒนาสินค้า และบริการ ได้อย่างรวดเร็ว  


ช่องทางขายของของนักออกแบบ และศิลปิน
    เว็บไซด์ Etsy (https://www.etsy.com )  ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาสร้าง Collaborative Marketplace เพื่อเป็นช่องทางการขายสินค้าของ นักออกแบบ และ ศิลปิน 


แนวโน้มที่ 2: ใกล้ชิด และต่อเนื่องในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า (Close, continuous customer relationships)


    บริษัท IBM ได้ทำการศึกษาแนวความคิดของ CEO ในบริษัทระดับโลก และพบว่า กว่า 88% ของ CEO เหล่านั้น ตอกย้ำ ถึงความสำคัญของ “การใกล้ชิดกับลูกค้า” ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับหนึ่ง ที่ทุกธุรกิจต้องให้ความสำคัญในช่วง 5 ปีนับจากนี้....

    ใกล้ชิดอย่างเดียวไม่พอ...ต้องใกล้ชิดเป็น Realtime อีกด้วย นั่นคือ จะต้อง Hi Touch บวก กับ Hi Tech พูดง่ายจะต้องนำเทคโนโลยี Social Network ทั้งหลายมาช่วยสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าให้ Real Time มากขึ้น .....ใกล้ชิดอย่างเดียว แต่ไม่ Real Time หรือ Near Real Time จะต้องตกขบวนรถไฟแห่งการแข่งขันทางธุรกิจแน่นอน….

 

แนวโน้มที่ 3: เปิดสู่โลกกว้าง  (Open organizations)
    ในอดีตที่ผ่านมา ธุรกิจส่วนใหญ่ที่ประสบผลสำเร็จด้วยความสามารถเฉพาะ ที่เปิดเผยให้ใครได้รู้ ยกตัวอย่าง เช่น เทคโนโลยีเฉพาะ, สูตรเฉพาะ, กระบวนการพิเศษต่างๆ ที่ธุรกิจนั้นมี แต่ธุรกิจที่เป็นคู่แข่งไม่มี...แต่ในโลกปัจจุบัน เหตุการณ์กลับตาลปัตร นั่นคือหากธุรกิจเก็บตัว คิดว่าตนเองมีความลับที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้....อาจจะตกขบวนการแข่งขัน และถึงกับล้มหายตายจากไปจากโลกธุรกิจเลยทีเดียว...เพราะอะไรนั่นหรือ....สาเหตุก็คือ ปัจจุบัน เทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาในลักษณะ Open development & Innovation นั่นเอง....
    การเปิดสู่โลกกว้าง ในลักษณะ Open organization จะทำให้ธุรกิจสามารถร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาในด้านต่างๆ ได้ ในส่วนที่ไม่จำเป็นจะต้องปิดเป็นความลับ...และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้เพิ่มมากขึ้น ในลักษณะ Win Win Solution ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ
    ตัวอย่างที่น่าสนใจ ตัวอย่างหนึ่ง ก็คือ บริษัท Coca Cola ได้เปิดตัว Facebook เพื่อใช้เป็นช่องทางในการรับทราบความคิดเห็นจากแฟนๆ ของ Coca Cola จำนวนกว่า 50 ล้านคน โดยคำถามที่ Coca Cola ถามใน Facebook เพื่อให้แฟนๆ ตอบก็คือ ให้แฟนเพจช่วยนำเสนอไอเดีย “ทำอย่างไรให้โลกที่สถานที่ที่มีความสุขมากกว่านี้” ผู้ชนะจะได้ทุนในการทำความคิดนั้นให้เป็นความจริง จาก บริษัท Coca Cola

 

แนวโน้มที่ 4: เพื่อนเขียน เพื่อน Comment  (Peer-powered media)

    การใช้สื่อแบบ Mass หรือ แบบหว่านแห ในปัจจุบัน อาจจะเป็นการใช้สื่อที่อาจจะไม่ Work เหมือนในอดีต....
    1 ใน 3 ของ Ad โฆษณาในปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าจะถูกเห็นโดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และ 86% ของ คนที่ดูรายการโทรทัศน์ จะเปิดไปดูอย่างอื่นๆ เพื่อหลบจากโฆษณาทาง โทรทัศน์ ...และมีอีกหลายๆ สาเหตุที่ทำให้การโฆษณาแบบเดิมๆ ไม่ Work อย่างที่คิด.....ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งก็คือ เนื้อหาในโฆษณานั้น ธุรกิจต่างๆ เป็นผู้สร้างขึ้นเอง ...ซึ่งจะโดนใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ก็เป็นเรื่องยากที่จะทราบ หากจะวัดผลก็ต้องใช้งบประมาณสูงในการวัดผลความมีประสิทธิผลของเนื้อหาเหล่านั้น

    ในทางตรงกันข้าม 80% ของ เนื้อหาที่ปรากฏในโลกอินเทอร์เน็ต เป็นเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดยลูกค้ากลุ่มต่างๆ  โดยเนื้อหาเหล่านั้นจะถูกชม หรือ อ่านจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งที่เป็นคนใกล้ตัว เช่น เพื่อนฝูง ญาติสนิทมิตรสหาย หรือ เพื่อน Facebook ต่างๆ (Social Connection) และที่เป็นคนไกลตัว....(คนที่ไม่ใช่เพื่อนฝูง)......คนที่เป็นเพื่อน หรือ คนที่ใกล้ตัว หากอ่านเนื้อหาเหล่านั้นแล้ว โดนใจ ก็จะเกิดการแชร์ต่อๆ กันไปเลย จากหลักสิบ ...หลักร้อย....เผลออาจจะไปถึงหลักล้าน หรือ อาจจะมากกว่าหลักล้าน ก็เป็นไปได้


แนวโน้มที่ 5: อย่างวัดแค่จำนวนผู้ชม ให้วัดว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น (Measurement of Influence not Impressions)
    ในอดีตนักการตลาดจะวัดความสำเร็จของการทำตลาดออนไลน์ ด้วย ยอดผู้เข้าชม ...แต่ในปัจจุบันยอดเข้าชมจะไม่มีความหมายใดๆ เลย หากไม่สามารถเปลี่ยนให้ผู้ชม เป็น ผู้ซื้อได้ ดังนั้นการวัดผลการตลาด สิ่งแรกที่จะวัดก็คือ คุณภาพของการสื่อสารกับลูกค้า....ยกตัวอย่างเช่น ตัวชี้วัดที่เรียกว่า “Brand Influence Metric” ตัวชี้วัดนี้จะวัดทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ของผู้เข้าชม การวัดทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ จะนำไปสู่การสร้างกิจกรรมทางด้านการตลาด และการขาย ที่จะยกระดับยอดขายให้สูงขึ้น


    สิ่งที่กล่าวไปข้างต้น เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลง ณ ปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นในโลกธุรกิจ ภายให้อิทธิพลของการตลาดแบบ Collaborative Marketing อย่างไรก็ตาม มันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากๆ ยิ่งขึ้นในอนาคต ในระดับที่เราๆ ท่านๆ อาจจะยากที่จะจินตการ เนื่องจากกำแพงกั้นระหว่าง ผู้ขาย กับ ผู้บริโภค ที่มีอยู่ในการตลาดแบบเดิมๆ ได้ถูกทำลายลงไป ทำให้โอกาสที่ผู้ขายจะสามารถเข้าไปใกล้ชิด และตอบสนองลูกค้าได้ดียิ่งๆ ขึ้น....

 

    อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับธุรกิจๆ หนึ่งจะเลือกที่จะทำการตลาดแบบห่างไกลลูกค้า ในรูปแบบเดิมๆ หรือ จะปรับเปลี่ยนมาทำตลาดแบบใกล้ตัวลูกค้า หรือ พันธมิตรทางธุรกิจ ให้มากขึ้น..และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างเหนือชั้น


แหล่งที่มาข้อมูล
https://www.fastcompany.com/3007362/customers-dont-wan

พันเอก ดร.อรรถสิทธิิ์ หัสถีธรรม, Infopreneur & Strategy Pirate

ความคิดเห็น (0)
Latest Article
Most Popular Article
Go to Top