10 ขั้นตอนฝ่าด่านวงกตนวัตกรรม

10 ขั้นตอนฝ่าด่านวงกตนวัตกรรม

Cr. http://www.iamwire.com/2016/10/the-technology-route-to-start-innovation/141927

    ในช่วงนี้ ใครก็มักจะพูดถึง Creativity หรือ ความคิดสร้างสรรค์ และ Innovation หรือ นวัตกรรม เนื่องจากเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในช่วงทศวรรษต่อไป  .....Innovation ที่พูดถึงนี้ จะต้องเป็น Innovation ที่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้...ในทางตรงกันข้าม หาก Innovation ใดๆ ก็ตาม ถึงแม้จะมีความล้ำยุค หรือ สุดล้ำ ไฮเทค อลังการงานสร้างมากเพียงใด...แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรให้กับลูกค้าได้เลย...Innovation นั้นไม่ถือว่าเป็น Innovation ในเชิงธุรกิจ....หรือ อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ดูดี ราคาสูง แต่ไร้ค่าในมิติทางธุรกิจนั้นเอง 
    การที่ธุรกิจหนึ่งสร้าง หรือ พัฒนาสิ่งใดๆ ขึ้นมาและคิดว่าสิ่งนั้นเป็น Innovation แต่ต่อมาผลิตภัณฑ์นั้นๆ ไม่ได้รับการยอมรับจากตลาด หรือ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ ตามที่ความคาดหวังของลูกค้าได้เลย....ผลิตภัณฑ์นั้น ก็ต้องปิดตัวไป...มีตัวอย่างที่ Classic มาก หลายๆ ตัวอย่างเกี่ยวกับ “Innovation ที่ไม่มีใครต้องการ หรือ ต้องการก็มีจำนวนน้อยมาก”  เช่น 
เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน Motorola ซึ่งเป็นผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือได้ผลิตโทรศัพท์มือถือระบบดาวเทียมขึ้นมา โดยมีชื่อว่า “อีรีเดียม”  การเปิดตัวโทรศัพท์ “อีรีเดียม” นี้ ทำให้โลกตื่นตะลึงในความไฮเทคของ “Motorola” แต่ปรากฏว่า โทรศัพท์รุ่นนี้ ก็ไปไม่รอด เพราะคนที่ใช้ “อีรีเดียม” มีจำนวนน้อยมาก...ดังนั้นราคาของมันจึงสูงมาก รวมไปถึงค่าใช้จ่าย Air Time ต่างๆ ก็แพงสุดๆ เป็นต้น
    อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ผลิตภัณฑ์ Google Glass ซึ่งเป็นอุปกรณ์ Display ที่ติดไว้กับตัวแว่นตาทั่วๆ ไปซึ่งเปิดตัวในปี ค.ศ.2012 ซึ่ง Google ถือว่าเป็น Innovation Product แต่แล้วด้วยเวลาเพียง 3 ปี Google ก็ประกาศปิดตัวโครงการ Google Glass ในปี ค.ศ.2015
นี่คือ ตัวอย่างบทเรียนราคาแพง ในการทุ่มทุนมหาศาลเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ไม่มีใครต้องการ หรือ มีก็มีน้อยมาก ...ความเสียหายที่ตามมาก็คือ สูญเสียเงินทองจำนวนมหาศาล...และอาจนำมาซึ่งความเสียหายของธุรกิจ...จนถึงขั้นทำให้ต้องปิดตัว หรือ ย่ำแย่ขนาดหนักก็ได้

 

วงกตนวัตกรรม (The Innovation Maze)
    Gijs Van Wulfen Founder of FORTH innovation method ได้พัฒนา แผนภาพที่เรียกว่า “วงกตนวัตกรรม” เพื่อเป็น Guildline ให้กับ องค์กรธุรกิจ ใช้ในการพัฒนานวัตกรรม และ เพื่อลดความผิดพลาดจากพัฒนา นวัตกรรม ที่เริ่มต้นจากเทคโนโลยี หรือ ความต้องการของนักวิจัย การพัฒนานวัตกรรมจำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า หรือ ตลาดก่อน 

 

  แผนภาพวงกตนวัตกรรม (The Innovation Maze) ต่อไปนี้ ประกอบไปด้วยขั้นตอน 10 ขั้นตอน ดังนี้

 

ขั้นตอนที่ 1: เลือก Innovation หรือ Solution ที่ใช่
    ในขั้นตอนที่ 1 เป็นขั้นตอนในการค้นหาว่า Innovation อะไรที่ใช่ และเหมาะที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย Innovation ที่จะเลือกนี้ อาจจะเป็น Business Model Innovation, Process Innovation, Product Innovation หรือ Customer Experience Innovation (กรุณาอ่านบทความเรื่อง “Change it or Died เพื่อดูรายละเอียดในเรื่อง Organizational Innovation")  

 

ขั้นตอนที่ 2: กำหนดภารกิจ ในการพัฒนา Innovation 
    เมื่อเลือก Innovation ที่ใช่แล้วในขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนที่ 2 คือ การกำหนด ภารกิจ (Mission) ในการพัฒนา Innovation  ในการกำหนดภารกิจ และขอบเขต/เงื่อนไขนั้น อาจเริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น Google ได้พัฒนาโครงการ Google Glass (https://en.wikipedia.org/wiki/Google_Glass)  ขึ้นมา...ผู้บริหารระดับสูงใน Google ตั้งคำถามกับทีมงาน Google Glass ว่า “หากผู้คนกำลังเดินไปเดินมา แต่ต้องก้มหน้ามามองที่โทรศัพท์มือถือ เพื่อมองหาข้อมูลต่างๆ ที่ตนต้องการนั้น มาเป็นไปได้ หรือ สะดวกกับผู้คนหรือไม่?” ในทางตรงกันข้าม “หากมีอุปกรณ์ไฮเทค ที่ผู้คนสามารถดูข้อมูลได้ โดยไม่ต้องก้มหน้าลงไปดูข้อมูลจากหน้าจอมือถือ มันจะดีหรือไม่? (Frees your hands…Free your eyes)….จากคำถามดังกล่าวนำมาสู่ แนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกับแว่นตาที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์สื่อสารข้อมูล เช่น โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องก้มหน้ามาดูข้อมูลที่ตัวอุปกรณ์” นั้นคือ จุดเริ่มต้นของ Google Glass Project

 

ขั้นตอนที่ 3: ตรวจสอบว่าแนวคิดในของ Innovation สอคคล้องภารกิจของบริษัทหรือไม่ 
    ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร ที่บริษัท หรือ ธุรกิจหนึ่งจะทำให้เกิดขึ้น จะต้องสอดคล้องกับภารกิจบริษัท หากไม่สอดคล้อง...คนที่เป็นต้นคิดจะต้องถามตัวเอง... “Innovation ที่คิดจะพัฒนาขึ้นมานั้นสอดคล้องกับภารกิจของบริษัท และ/หรือ จุดแข็งของบริษัท หรือไม่?” หากไม่ใช่....ก็ต้องทบทวน...เพื่อหากสิ่งที่ทำไม่สอดคล้องกับภารกิจของบริษัท...และดันทุรังทำไป อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจได้

 

ขั้นตอนที่ 4: สร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เตรียมคน และทรัพยากรที่เหมาะสม รองรับการพัฒนา Innovation
    หากแนวคิดในขั้นตอนที่ 1 ถึง ขั้นตอนที่ 3 ตกผลึกแล้ว ขั้นตอนที่ 4 คือ การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม การเตรียมคน และทรัพยากรที่เหมาะสมรองรับการพัฒนา Innovation ยกตัวอย่างเช่น สถานที่ในการดำเนินการโครงการ จะต้องเกื้อกูลต่อการทำงานของนักนวัตกรรม ...ทีมงานนักนวัตกรรม ต้องเป็นกลุ่มคนที่กระเหียนกระหือรือในการสร้างสิ่งใหม่...และ ไม่ถอนสมอง่ายๆ หากเจออุปสรรค และที่สำคัญที่สุดคือ ทรัพยากร เช่น เครื่องมือเครื่องไม้ และงบประมาณต้องเพียงพอตลอดโครงการพัฒนา Innovation

 

ขั้นตอนที่ 5: ศึกษาบริบทภายนอกที่เกี่ยวข้องกับ Innovation ที่จะพัฒนา
    สิ่งที่จะช่วยให้การพัฒนา Innovation ไม่ว่าจะเป็น Innovation ในรูปแบบใดๆ ทีมงานพัฒนานวัตกรรม จะต้องศึกษาแนวโน้ม, ตลาด, เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน และ มุมมองของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย...การศึกษาข้อมูลเหล่านี้จะทำให้นักนวัตกรรมในทีมงานพัฒนานวัตกรรมมีมุมมองที่ถูกต้อง และกว้างไกลมากขึ้น และไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ....การเริ่มต้นจากศูนย์ จะทำให้โครงการพัฒนา Innovation มีความเสี่ยงสูง ....การศึกษาบริบทฯ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดถือเป็น “มาตรการในการลดความเสี่ยง” ทั้งหลายที่จะส่งผลลบต่อโครงการฯ หรือ หากไม่ลดความเสี่ยง...เราจะเสี่ยงในเรื่องใด ที่คุ้มค่า...ก็เกิดจากการศึกษาบริบทเหล่านี้
    สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ การมองหาความคิดเห็นในเชิงลึก ในมิติต่างๆ จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หรือ ผู้ใช้ เนื่องจากท้ายที่สุดแล้ว หากลูกค้า หรือ ผู้ใช้ไม่ตอบรับ Innovation นี้ Innovation ที่พัฒนาขึ้นมาจะมีมูลค่าเป็นศูนย์
    หัวใจสำคัญของการพัฒนา Innovation ก็คือ การสร้างความสมดุลระหว่าง แนวคิดของนักพัฒนา Innovation กับ ความต้องการของผู้ใช้ หรือ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย


ขั้นตอนที่ 6: แปลงแนวคิด ไปสู่ ความเป็นรูปธรรม
    หลังจากที่ได้ทำการศึกษาบริบทที่เกี่ยวข้องทั้งมุมมองของนักพัฒนา Innovation กับ มุมมองของผู้ใช้ หรือ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะทำให้แนวคิด เป็นจริง ....ในกระบวนการทำแนวคิดให้เป็นจริง กลุ่มนักพัฒนา Innovation อาจจะร่วมกัน Brain Storming ในลักษณะ Think outside the Box เพื่อหาวิธีการทำจะทำแนวคิดให้เป็นจริง สัก 2 – 3 ชุดความคิด หรือมากกว่า ....ซึ่งชุดความคิดที่คิดมานั้น ...ทีมงาน จะต้องไม่ตัดสินว่าวิธีการใดใช่ หรือ ไม่ใช่.....ทั้งนี้เพื่อให้ได้ชุดความคิดให้มากที่สุด เมื่อได้ชุดความคิดแล้ว ขั้นตอนต่อไป ก็คือ ทีมงานนักพัฒนา Innovation มาร่วมกันพิจารณาว่า ชุดความคิด หรือ วิธีแปลงความคิดไปสู่ความเป็นจริงวิธีใด Work ที่สุด หรือ เป็นไปได้มากที่สุด


ขั้นตอนที่ 7: คิดจากต้นน้ำไปสู่ปลายน้ำ แล้วสร้าง Business Model 
    ลำพังการพัฒนา Innovation เพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอ...เพราะเรื่องการพัฒนา Innovation เป็นเพียงงานต้นน้ำเท่านั้น....ทางทีมนักพัฒนานวัตกรรม จะต้องร่วมกับ ทีมอื่นๆ เช่น ทีมนักการตลาด ทีมการผลิต และ อื่นๆ เพื่อมองให้ครบถ้วนกระบวนความว่า หลังจากที่ ต้นแบบนวัตกรรมถูกพัฒนาขึ้นมาแล้ว งานที่ต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นจนกระทั่ง Innovative Product/Service นั้นจะถูกส่งไปถึงมือลูกค้าเป้าหมาย หรือ ผู้ใช้อย่างไร แล้วจะสร้างรายได้อย่างไร จะมีผลกำไรมากน้อยแค่ไหน ....สิ่งเหล่านี้จำเป็นจะต้องคิดให้ครบถ้วนกระบวนความ..หากไม่คิดให้ครบถ้วน ความฝันอันสวยหรู...อันจะเป็นการเป็นฝันร้ายที่กลายเป็นจริงได้

 

ขั้นตอนที่ 8: ตรวจสอบว่า Innovation ที่พัฒนาขึ้นมาล่วงละเมิด IP ของผู้อื่น หรือไม่
    ขั้นตอนนี้ สำคัญมาก ธุรกิจอาจตกม้าตายได้...หากสิ่งที่เราทำไปล่วงละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property หรือ IP ของผู้อื่น) เช่น สิทธิบัตร เป็นต้น หากตรวจสอบแล้ว มีการล่วงละเมิด ก็ควรทำให้ถูกต้องด้วยการขอซื้อ หรือ ดำเนินการใดๆ เพื่อให้สามารถนำสิทธิบัตรส่วนนั้นมาต่อยอดการพัฒนา Innovation ของเราได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย...เพราะหากพลาดในเรื่องนี้ อาจจะนำไปสู่การขึ้นโรงขึ้นศาล เสียเงินเสียทองสู่คดีความ และหากแพ้คดีความ อาจจะต้องเสียเงินเสียทองมหาศาล จนนำไปสู่การต้นหายกำไรหด ..หรือ การล่มสลายของธุรกิจเลยทีเดียว

 

ขั้นตอนที่ 9: ทดลอง ทดสอบ ทดลอง ทดสอบ ทดลอง ทดสอบ อย่างเป็นระบบ
    ต้องเขียนคำว่า “ทดลอง ทดสอบ” ซ้ำๆ กัน หลายครั้ง...เนื่องจากเป็นเรื่องที่คอขาดบาดตาย...โทมัสเอวา เอดิสัน ทดลอง ทดสอบ เป็นหมื่นครั้ง กว่าจะได้หลอดไฟ หลอดแรกของโลก...ฉันใดฉันนั้น Innovation ในยุคนี้ หรือ ยุคใดๆ คงต้องทำเหมือนกับที่ “โทมัสเอวา เอดิสัน” ทำ แต่ความก้าวหน้า หรือ ความทันสมัย หรือ ความเป็นระบบ อาจจะมากกว่าในยุคที่ โทมัสฯ ทำการทดลอง ทดสอบ หลอดไฟฟ้า ...การทดสอบ ทดลอง แต่ละครั้ง โดยเฉพาะการทดสอบ ทดลองโดยผู้ใช้ จะทำให้ผลผลิตที่ออกมาโดนใจผู้ใช้มากขึ้น...การทดลอง ทดสอบ นี้ อาจจะประยุกต์ใช้หลักการ Minimum Viable Product (MVP) มาใช้ เพื่อให้ Innovation Product/Service นี้สามารถออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว หรือ หากมันไม่ Work จริงๆ ก็จะได้ถอนตัวได้ทันการ

 

ขั้นตอนที่ 10: จัดทำ Lesson Learned หรือ บทเรียนจากการพัฒนา Innovation
    เมื่อดำเนินการมาถึงขั้นตอนที่ 10 เป็นไปได้ว่า Innovative Product/Service อาจจะประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม หรือ อาจจะล้มเหลว หงายเก๋ง อย่างไม่เป็นท่า ก็ได้....ไม่ว่าจะสำเร็จ หรือ ล้มเหลว มันคือ บทเรียนอันล้ำค้าของธุรกิจ ที่จะเรียนรู้ เพื่อที่จะทำอะไร หรือ ไม่ทำอะไรต่อไป....สิ่งแน่นอนที่สุด...กระบวนการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานของมนุษยชาติ ก็คือ การ Trial and Error หรือ เรียนรู้จากข้อผิดพลาดนั้นเอง....และที่สำคัญที่สุด ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ไม่มีความเสี่ยง....แต่อาจจะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย...แตกต่างกันไป....แต่เราจะบริหารความเสี่ยงอย่างไร...เพื่อเพิ่มโอกาสแห่งความสำเร็จ โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงที่อิงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้ หรือ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย


ครับ...ขอลองเอา 10 ขั้นตอนแหกด่านวงกตนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจของท่านนะครับ...

บทความนี้ Adapt จากบทความของ Gijs Van Wulfen Founder of FORTH innovation method, ชื่อบทความ “The Technology Routh to Start Innovation”
URL: http://www.iamwire.com/2016/10/the-technology-route-to-start-innovation/141927

พันเอก ด๊อกเตอร์ อรรถสิทธิ์ หัสถีธรรม หรือ เสธ.หนุ่ย (เตรียมทหารรุ่น 29) ปัจจุบัน เป็น ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย และแผน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี หรือ TPQI เชี่ยวชาญด้านการวางกลยุทธ์

ความคิดเห็น (0)