อยากฟังในสิ่งที่อยากฟัง VS ฟังในสิ่งที่ควรฟัง

อยากฟังในสิ่งที่อยากฟัง VS ฟังในสิ่งที่ควรฟัง

Cr.

ธรรมชาติได้สร้างประสาทสัมผัส 5 สัมผัสให้กับมนุษย ได้แก่ ตา หู จมูก ปาก และผิว ในบรรดา 5 ประสาทสัมผัส นั้น ดูเหมือนว่า เราจะใช้ ตา หู และปาก มากที่สุด อย่างไรก็ตาม เรามีดวงตา 2 ดวงตา, เรามีใบหู 2 ใบหู แต่เราปากเพียง 1 ปาก เป็นไปได้ว่า ธรรมชาติต้องการให้เราใช้ฟังเพื่อรู้ และ ดูเพื่อเห็น มากกว่าที่จะให้เราพูด 

คนทั่วๆไป มีแนวโน้มอยากฟังในสิ่งที่อยากฟัง 

ถ้าเราสังเกตพฤติกรรมการฟังของผู้คนทั่วๆไป เราจะแยกผู้คนได้ออกเป็น 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือ “คนที่อยากฟังในสิ่งที่อยากฟัง” ลักษณะที่สอง คือ “คนที่อยากในสิ่งที่ควรฟัง”….. 

Stephen R. Covey ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “The 7 Habits of Highly Effective People” หรือ “7 อุปนิสัย สำหรับ ผู้ทรงประสิทธิภาพยิ่ง” ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้คนส่วนใหญ่นั้น เวลาฟังมักอยากได้ยินในสิ่งที่อยากฟัง และ เวลาพูดมักอยากจะพูดในสิ่งที่อยากจะพูด” 

คำกล่าวนี้เป็นจริงอย่างยิ่ง ถ้าไม่เชื่อลองสังเกตจากการสนทนาของผู้คนทั่วๆ ไป หรือแม้กระทั่งการประชุมใดๆ มักจะเกิดสถานการณ์ต่างๆ เช่น “พูดคนละเรื่องเดียวกัน” หรือ “ถามอย่างตอบอย่าง” เป็นต้น สถานการณ์เหล่านี้ เกิดจากการที่คนส่วนใหญ่ มักจะ “อยากฟังในสิ่งที่อยากฟัง” มากกว่า “ฟังเพื่อทำความเข้าใจ” หรือ “ฟังในสิ่งที่ควรฟัง” ด้วยสาเหตุนี้อาจจะการสนทนา หรือ การประชุม มักจะไม่ได้ผลผลิต หรือ ข้อสรุปที่ดี ที่เหมาะสม จากการสนทนา หรือ จากการประชุม 

ในทำนองตรงกันข้าม จะมีผู้คนส่วนน้อย ที่ต้องการ “ฟังในสิ่งที่ควรฟัง หรือ “ฟังเพื่อทำความเข้าใจ” ลักษณะเช่นนี้ จะปรากฏอยู่ในระดับผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ หรือ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถสังเกตจากความแตกต่างขอผลการประชุมระหว่างการประชุมที่มีประธานการประชุม ที่สามารถฟัง และจับประเด็นจากสิ่งที่ผู้เข้าร่วมประชุมพูดได้อย่างชัดเจน การประชุมจะใช้เวลาไม่มากนัก และได้ข้อสรุปการประชุมที่มีประสิทธิผล กับ การประชุมที่ประธานการประชุม ที่ไม่สามารถฟัง และจับประเด็นได้ การประชุมจะใช้เวลานาน และท้ายที่สุดจะจบลงด้วยการไม่สามารถสรุปอะไรได้ แล้วต้องมาประชุมกันใหม่ในครั้งต่อไป 

อยากฟังในสิ่งที่อยากฟัง จะเจอแต่คนประจบสอพลอ 

การอยากฟังในสิ่งที่อยากฟัง ไม่มากก็น้อย จะเป็นอันตรายต่อคนๆ นั้น แตกต่างกันไป ตามตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือ ระดับความรับผิดชอบ ถ้าเป็นคนทั่วๆไป ที่ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบอะไรมากนัก ก็จะอาจจะทำให้การตัดสินในชีวิตเกิดการผิดพลาดในชีวิต แต่อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อองค์กรหรือหน่วยงาน ..แต่ถ้าคนๆ นั้นเป็นผู้บริหาร หรือ ผู้นำระดับสูง.....

การอยากฟังแต่ในสิ่งที่อยากฟัง จะทำให้ผู้บริหาร หรือ ผู้นำท่านนั้น แวดล้อมไปด้วยคนประจบสอพลอ ที่จะพูดในสิ่งที่ผู้บริหาร หรือ ผู้นำท่านนั้นอยากฟัง...และท้ายที่สุด ความเสียหายอย่างมหาศาลจะเกิดขึ้นกับองค์กร หรือแม้แต่ประเทศชาติ......ถ้าเราลองศึกษาประวัติศาสตร์ หรือ แม้กระทั่งในปัจจุบัน...ความเสียหายต่อประเทศชาติ ล้วนแล้วเกิดขึ้นจากการที่ผู้บริหาร มีพฤติกรรม “อยากฟังในสิ่งที่อยากฟัง” จึง “ถูกแวดล้อมไว้ด้วยคนที่พูดแต่สิ่งที่ตนอยางฟัง” ในขณะเดียวกัน “กัลยาณมิตร ที่พูดในสิ่งที่ควรพูด” เพื่อให้ “ผู้บริหารฟัง ในสิ่งที่ควรฟัง” ถูกกีดกันไม่ให้พูดในสิ่งที่ควรพูด 

ยิ่งอายุมาก ยิ่งสวย...คำพูดที่สุภาพสตรีทุกคนอยากได้ยิน 

การ์ตูนข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า คนเราต้องการได้ยินในสิ่งที่เราอย่างได้ยิน...ในรูปการ์ตูน...สุภาพสตรีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ (น่าจะเป็นภรรยา) พูดว่า “คุณลืมวันเกิดของฉันอีกแล้ว!” ฝ่ายสามี ก็ตอบว่า “ผมจะไปจำได้ไงจ๊ะเบบี๋ ก็แต่ละปีคุณดูสาวๆ ขึ้น”......เมื่อภรรยาได้ยินคำนี้ ความโกรธที่เกิดขึ้นจากการที่สามีลืมวันเกิด ก็จะมลายหายไปสิ้น เนื่องจากสามี ได้พูดในสิ่งที่ภรรยาอยากได้ยิน ก็คือ “ดูสวยขึ้นทุกปี” ซึ่งจริง หรือ ไม่จริง ก็ไม่รู้ 

ลดความเสี่ยง เพิ่มระดับความสำเร็จ จากการฟังในสิ่งที่ควรฟัง 

การได้ฟังในสิ่งที่อยากฟัง...แน่นอนทำให้เรามีความสุข...แต่ผลของมันคือความทุกข์ ความเสียหาย ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ดังนั้นเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฟังในสิ่งที่ควรฟังบ้าง ถึงแม้ว่า “สิ่งที่เราควรฟัง” จากกัลยาณมิตรนั้นอาจจะขัดใจเรา หรือ ทำให้เราไม่ชอบ...แต่สิ่งที่เราควรฟังจะช่วย “ลดความเสี่ยง” ที่เกิดขึ้นจาก “การฟังแตในสิ่งที่อยากฟัง” ซึ่งจะส่งผลกระทบในเชิงลบ หรือ สร้างความเสียหายต่อชีวิตของเรา หรือ สิ่งที่เรารับผิดชอบ ให้น้อยลงไป และแน่นอนที่สุด เมื่อความเสี่ยงลดลง สิ่งที่เพิ่มขึ้น ก็คือ ระดับความสำเร็จ นั่นเอง.... 

การลดความเสี่ยง/ผลกระทบเชิงลบ จากการฟังในสิ่งที่อยากฟัง 

สิ่งแรกที่จะช่วยลดความเสี่ยง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจาก “การฟังในสิ่งที่อยากฟัง” และเป็นสิ่งยากที่สุดที่จะทำให้เกิดขึ้นในคนๆ หนึ่ง ก็คือ การมีสติในการตระหนัก, รับรู้ หรือ ระลึกอยู่เสมอว่า “การฟังแต่ในสิ่งอยากจะได้ฟัง เป็นสิ่งที่อาจจะสร้างความเสียหายต่อชีวิตของเรา” ถ้าความตระหนักดังกล่าวไม่เกิดขึ้น เราก็จะเพลิดเพลินเจริญใจไปกับ “การฟังในสิ่งที่อยากฟัง” 

เมื่อเกิดความตระหนักข้างต้นแล้ว สิ่งที่เราควรจะทำต่อไป คือ การตั้งสมมุติฐานว่า “สิ่งที่เราได้ฟัง” อาจจะเป็นจริง หรือ ไม่เป็นจริงก็ได้ (50:50) ต่อจากนั้นต้องพิสูจน์สมมุติฐานให้ได้ว่า “สิ่งที่เราได้ฟัง” นั้นเป็นจริง หรือ ไม่จริงอย่างไร ท้ายที่สุด เมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะทำให้เราสามารถตัดสินใจที่จะทำอะไร อย่างไร ได้อย่างถูกต้อง สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสำเร็จให้กับสิ่งที่เราจะทำได้อย่างมีประสิทธิผล 

อ้างอิง 

1. http://www.lib.ru.ac.th/miscell/kalamasute10.html 

2. http://th.wikipedia.org/wiki/

ความคิดเห็น (0)