เทคโนโลยีที่ 6: ยานพาหนะไร้คนขับ (Autonomous and near-autonomous vehicles)

เทคโนโลยีที่ 6: ยานพาหนะไร้คนขับ (Autonomous and near-autonomous vehicles)

Cr.

ในฉบับที่แล้ว ผมได้พูดถึง “เทคโนโลยี Advanced Robotic” หรือ “เทคโนโลยีหุ่นยนต์ขั้นสูง” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มุ่งหวังให้มาทำงานแทนมนุษย์ โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องเสี่ยงอันตรายมากๆ สำหรับเทคโนโลยีที่จะนำเสนอในฉบับนี้ เป็นเทคโนโลยีที่ 6 ใน 12 เทคโนโลยีที่จะมีผลอย่างยิ่งต่อชีวิตของเรา เทคโนโลยีนี้ ก็คือ “เทคโนโลยียานพาหนะไร้คนขับ (Autonomous and near-autonomous vehicles) ซึ่งเทคโนโลยีถือได้ว่าเป็น Sub set ของเทคโนโลยี “Advanced Robotic” ที่ได้นำเสนอไปแล้วใน “ข่าวทหารบก” ฉบับที่แล้ว


มากกว่า 300,000 ไมล์ กับ อุบัติเหตุเพียง 1 ครั้ง 

Google Inc. หรือ บริษัท กูเกิล เจ้าของเว็บ Search Engine ระดับโลก www.Google.com ได้พัฒนายานพาหนะไร้คนขับขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 10 คัน ประกอบด้วย โตโยต้า พรีอุส 6 คัน, ออดี้ ทีที 1 คัน, และ เล็กซัส อาร์เอ๊กซ์ 450 เอช 3 คัน และเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2555 กูเกิลได้นำวีดีโอสาธิตยานพาหนะไร้คนขับดังกล่าวมานำเสนอผ่านเว็บไซด์ Youtube (https://www.youtube.com/watch?v=cdgQpa1pUUE)จากการทดสอบ ยานพาหนะไร้คนขับของ กูเกิล สามารถพาผู้โดยสารออกเดินทางจากจุดตั้งต้น คือ ที่บ้านของผู้ทดสอบ เดินทางไปตามเส้นทางที่กำหนด และกลับมาสู่ที่บ้านได้อย่างปลอดภัย และ ต่อมาในเดือน สิงหาคม ปีเดียวกัน ทีมงานพัฒนายานพาหนะไร้คนขับ ของ กูเกิล ออกมายืนยันว่า ได้ทำการทดสอบยานพาหนะไร้คนขับ เป็นระยะ 300,000 ไมล์ หรือ 500,000 กิโลเมตร ได้อย่างสมบูรณ์  นอกเหนือไปจากนั้น 3 มลรัฐของสหรัฐอเมริการ ได้แก่ เนวาดา, ฟลอริดา และ แคลิฟอร์เนีย ได้อนุมัติให้ผ่านกฏหมายที่อนุญาติให้ใช้ยานพาหนะไร้คนขับได้ และมีแนวโน้มว่ามลรัฐอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกาจะอนุมัติให้ผ่านกฏหมายเกี่ยวกับการใช้ยานพาหนะไร้คนขับเช่นเดียวกันกับ 3 มลรัฐที่กล่าวไปข้างต้นทางกูเกิล ยืนยันว่า ในการทดสอบ 300,000 ไมล์นั้น เกิดอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว หนำซ้ำ อุบัติเหตุดังกล่าวไม่ได้เกิดขี้นจากตัวยานพาหนะไร้คนขับ แต่เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ (Human Error)

แนวโน้มของยานพาหนะไร้คนขับในประเทศไทย

ภาควิชาแมคคาทรอนิกส์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (เอไอที) ได้ริเริ่มพัฒนาระบบยานยนต์ไร้คนขับมาแล้วหลายรุ่น ทั้ง 4 ล้อ และล่าสุด กำลังพัฒนายานไร้คนขับ  2 ล้อ หรือ จักรยานไร้คนขับ ที่จะทำให้สามารถวิ่งได้ 65 เมตร ด้วยความเร็ว 10 กม./ชม. ทำมุมเอียงได้ไม่เกิน 20 องศา โดยประยุกต์ระบบจีพีเอสมาใช้ในการควบคุมทิศทาง         นอกเหนือไปจาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียแล้ว ก็ยังมีมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงในการพัฒนาในด้านนี้ เช่น  ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งได้รับรางวัลในระดับโลกมากมาย         อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยสถาบันการศึกษาดังกล่าว ยังไม่ถูกนำไปขยายผล/ต่อยอดในเชิงพาณิชย์มากนัก 

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยียานพาหนะไร้คนขับในทางทหาร

ยานพาหนะไร้คนขับแบบหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมารองรับความต้องการทางทหารที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ได้แก่ ยานยนต์ไร้คนชับ Guardium UGV ของกองทัพบกอิสราเอล ซึ่งเป็นยานพาหนะกึ่งไร้คนขับ ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติการใช้งานยานยนต์ในภารกิจในการลาดตระเวน เพื่อพิสูจน์ทราบ  คุ้มครอง และป้องกันกำลังรบ หรือ ภารกิจส่งกำลังบำรุง และอื่นๆ อีกมากมาย โดยถูกออกแบบให้ดำเนินการในภารกิจที่มีลักษณะภารกิจที่ต้องทำเป็นประจำ (Routine missions) อย่างไรก็ตามสามารถโปรแกรมให้ตอบสนองต่อภารกิจที่นอกเหนือจากภารกิจที่ต้องทำเป็นประจำได้อีกด้วย อีกทั้งการออกแบบ ในลักษณะ Modular Design ทำให้ Guardium UGV สามารถปรับเปลี่ยน Pay Load ให้สอดคล้องกับภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความเป็นไปได้ในพัฒนาเทคโนโลยียานพาหนะไร้คนขับของกองทัพ

ถ้าหากจะให้คำตอบว่า “มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่กองทัพจะพัฒนาเทคโนโลยียานพาหนะไร้คนขับ เพื่อมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลให้กับปฏิบัติการทางทหาร” จำเป็นจะต้องพิจารณาความพร้อมในด้านต่างๆเมื่อพิจารณาจากพัฒนาทางด้านเทคโนโลยียานพาหนะไร้คนขับที่มีการพัฒนาไปในระดับหนึ่งในสถาบันการศึกษาหลายๆ สถาบันในประเทศไทย เช่น สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง ซึ่งผลงานของสถาบันดังกล่าว ได้ปรากฏอย่างเด่นชัด ทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก จากข้อมูลเชิงประจักษ์ดังกล่าว สามารถยืนยันได้ว่า ประเทศไทย มีความพร้อมในเทคโนโลยีด้านนี้ ในระดับหนึ่งแล้ว นอกเหนือไปจากนั้นกระทรวงกลาโหมก็มี “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ” ซึ่งมีแผนแม่บทในการพัฒนายานไร้คนขับที่ผ่านการอนุมัติจากสภากลาโหมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าจะเกิดความสามารถของคนไทยเมื่อพิจารณาในมุมของความต้องการทางทหาร แล้ว จะเห็นได้ว่า มีแนวโน้มสูงมากที่กองทัพจำเป็นจะต้องนำระบบยานพาหนะไร้คนขับมาประยุกต์ใช้ในทางทหาร เช่น ภารกิจการลาดตระเวน ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทหารทั้ง ปฏิบัติการทางทหารตามแบบ และปฏิบัติการทางทหารเพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และลดอันตรายที่จะเกิดกับกำลังพล รวมไปถึงการลดค่าใช้จ่ายคงที่ต่างๆจากการพิจารณาจากปัจจัยทั้ง 2 ประการข้างต้น (ความพร้อมทางด้านเทคโนโลยี และความต้องการของกองทัพ) สามารถตอบได้ว่า “มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่กองทัพจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยียานพาหนะไร้คนขับ เพื่อมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลให้กับปฏิบัติการทางทหาร” ถ้าหากมีการบูรณาการอย่างชัดเจนระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการบูรณาการที่กล่าวถึง “ถึอว่าเป็นสุดยอดแห่งความท้าทายต่อการดำเนินการ ภายในบริบทสังคมไทย” 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: 

1. Disruptive technologies: Advances that will transform life, business, and the global economy, McKinsey Global Institute, May 2013

2. http://en.wikipedia.org/wiki/Google_driverless_car

3. https://www.youtube.com/watch?v=cdgQpa1pUUE

4. http://www.ait.ac.th/news-and-events/2010/ait-in-the-news/jun/bicyrobo-3/#.UmcjxvmpX_g

5. http://www.armyrecognition.com

ความคิดเห็น (0)